ร่วมหาคำตอบกับ ดร.ณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ (รองนายกสมาคม DTE) ว่าด้วยทางออกของประเทศ: ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องพึ่งพา Smart Security Ecosystem?

562080_0

เหตุการณ์รุนแรงครั้งล่าสุด กับคำถามที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้: เราพร้อมหรือยังสำหรับ Smart Security Ecosystem? โดย ดร.ณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ รองนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Technology Entrepreneur Association : DTE)

ทุกครั้งที่เกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา โรงพยาบาล ศูนย์การค้า หรือสถานที่ราชการ เรามักตั้งคำถามว่า “เหตุการณ์นี้ป้องกันได้หรือไม่”

คำตอบอาจไม่ใช่ “ป้องกันได้ทั้งหมด” แต่เป็น “เราสามารถลดโอกาสและลดความสูญเสียได้มากกว่าที่เป็นอยู่”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความมั่นคงปลอดภัยไม่ได้พึ่งพาเพียงกำลังเจ้าหน้าที่หรือระบบกล้องวงจรปิดแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Security Ecosystem ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยี ข้อมูล และการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเฝ้าระวัง การประเมินสถานการณ์ และการตอบสนองอย่างทันท่วงที

ประเทศไทยควรมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ในฐานะ “สัญญาณเตือน” ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยให้ทันกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่

ความปลอดภัยยุคใหม่ คือระบบที่เชื่อมโยงกัน

หลายองค์กรยังเข้าใจว่าการลงทุนด้านความปลอดภัยหมายถึงการติดตั้งกล้องเพิ่มอีกหลายร้อยตัว แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าจำนวนอุปกรณ์ คือความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลและทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานร่วมกัน

กล้องวงจรปิด ระบบควบคุมการเข้าออก เซนเซอร์ ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ศูนย์สั่งการ และระบบสื่อสารภายในองค์กร ไม่ควรทำงานแบบแยกส่วน แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์

เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมต่อ การตัดสินใจก็จะรวดเร็วขึ้น และเวลาเพียงไม่กี่วินาทีอาจหมายถึงการช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก

ดร.ณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ รองนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Technology Entrepreneur Association : DTE)

AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ตัดสิน

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI และ Computer Vision สามารถช่วยวิเคราะห์ภาพจากกล้องหลายพันตัวพร้อมกัน ตรวจจับความผิดปกติ และแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงานได้รวดเร็วกว่าการเฝ้าดูจอภาพด้วยมนุษย์เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินแทนเจ้าหน้าที่ แต่ทำหน้าที่เป็น “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ” (Decision Support System)

สุดท้ายแล้ว การประเมินสถานการณ์ การบริหารเหตุฉุกเฉิน และการใช้มาตรการที่เหมาะสม ยังคงต้องอาศัยการตัดสินใจของบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมและดำเนินการภายใต้กฎหมาย

Cyber Security คืออีกด้านที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยเชื่อมต่อกับเครือข่ายมากขึ้น ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

หากระบบกล้องหรือศูนย์ควบคุมถูกโจมตีในช่วงเวลาวิกฤต ผลกระทบอาจรุนแรงไม่แพ้เหตุการณ์ทางกายภาพ

ดังนั้น Smart Security ในยุคปัจจุบันต้องประกอบด้วยทั้ง Physical Security และ Cyber Security ที่ได้รับการออกแบบร่วมกันตั้งแต่ต้น รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ การบริหารสิทธิ์การเข้าถึง การเข้ารหัสข้อมูล และการทดสอบความพร้อมของระบบอย่างสม่ำเสมอ

ถึงเวลาสร้างมาตรฐานร่วมของประเทศ

ประเทศไทยมีเทคโนโลยี มีผู้พัฒนา มีผู้ประกอบการ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่สิ่งที่เรายังต้องเร่งสร้างคือ “มาตรฐานการดำเนินงานร่วมกัน”

การกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับระบบ Smart Security การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การกำหนดมาตรฐานด้าน Cybersecurity สำหรับระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และการยกระดับทักษะของบุคลากร ควรเป็นวาระร่วมของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ

ความปลอดภัยไม่ใช่การแข่งขันของเทคโนโลยีแต่ละยี่ห้อ หากเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างระบบที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากบทเรียน สู่การลงมือทำ

เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ควรจบลงเพียงการแสดงความเสียใจหรือการเพิ่มมาตรการเฉพาะหน้า แต่ควรนำไปสู่การทบทวนเชิงระบบว่า ประเทศไทยพร้อมเพียงใดในการรับมือกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ในฐานะรองนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการดิจิทัล ผมเชื่อว่า ภาคเทคโนโลยีของไทยมีศักยภาพที่จะสนับสนุนการพัฒนาระบบ Smart Security ที่มีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และเคารพสิทธิของประชาชน

เป้าหมายไม่ใช่การสร้างสังคมที่ถูกเฝ้าระวังมากขึ้น แต่คือการสร้างสังคมที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

เพราะเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หากแต่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถปกป้องชีวิต ลดความสูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง

 

 

Facebook Comments Box